How to รับมือ!!!! (กับมุขจิตวิทยา)
posted on 09 Oct 2009 14:58 by scarletwind in Justblahblah
ขออภัยที่ดองบล็อค
ก็แหงล่ะ ติดทวิตเตอร์ไม่พอ.....
ยังจะติด Facebook (และเกมในนั้น) อย่างงอมแงม!
(นี่ยังไม่รวมว่าผมเป็นโรคเสพติดดราม่าอีกนะ.... จ่าฯ นะ จ่าฯ ทำผมติดดราม่าแล้ว อิๆ)
---------------------------------------------------------------------------------------------------
โอเค! เราเข้าเรื่องกันก่อนดีกว่า ตอนนี้ผมอัพสดๆ จากที่ทำงาน
คุณ!!!!!
เคยประสบปัญหากับเวลาที่มีเซลล์เข้ามาเสนอคุณด้วยเงื่อนไขต่างๆ
จนคุณฟังแล้วไม่อยากฟัง เพราะเขาก็วนเล่าซ้ำไปซ้ำมา หรือไม่!!
คุณ!!!!!
เคยประสบปัญหาประเภทคนมาตามตื๊อเสนอนู่น นี่ นั่น โน่นหรือไม่!!!
และ....
คุณ!!!!!
ประสบปัญหากับเรื่องชวนปวดตับเหล่านี้.....
แต่หาทางแก้ไม่ได้ใช่หรือไม่!!!!
ผม... บล็อคเกอร์สิ้นหวัง ผู้เชี่ยวชาญเรื่องตับเป็ด ตับไก่ ตับห่าน และสารพัดเรื่องเฮงซวยปวดตับทั้งหลายแหล่ จะขอเสนอสารพัดวิธี และวิเคราะห์เรื่องชวนปวดตับเหล่านี้!! เอาไปให้พวกคุณปวดตับกันชิบหายวายวอด เพื่อเอาไว้รับมือมุขพิเรนทร์เหล่านี้ ได้อย่างน่าภาคภูมิใจ
(อ้อ... ไม่ใช่โฆษณาขายสินค้าแบบในรายการทีวีตอนตี 1 ถึงตี 3 นะ)
เราเรียกวิธีเหล่านี้ที่พวกเขาใช้กันว่า "มุขเชิญชวน" หรือเราจะเรียกด้วยภาษาปากอย่างกระผมได้ว่า "ต้อนคน" เท่าที่ผมสังเกตหลายครั้ง จากประสบการณ์ แน่นอน พวกคุณต้องเคยโดนสารพัดวิธี อาทิเช่น
"ลูกน้องทำงานห่วย"
"เพื่อนอู้งาน"
"แฟนเบี้ยวนัด"
เป็นพวกคุณ จะทำอย่างไรกับปัญหาเหล่านี้.. แน่นอน พวกคุณคงจะต้องบอกว่า "ก็แก้มันตรงๆ สิ มีปากเอาไว้พูด" แต่อยากจะบอกว่า พูดทั้งที ต้องมีมุขลูกล่อลูกชนกันหน่อยอย่างเช่นตัวอย่างข้างล่างนี้!!!
สถานการณ์ลูกน้องทำงานห่วย (ทำงานชุ่ย)
พวกคุณคงจะด่าเตลิดเปิดเปิงตายห่าน เอาให้มันรู้สึกถึงความเจ็บปวดที่แทรกซึมลึกผ่านจากตับของคนพูด โดยมุ่งหมายให้มันซึ้งในพระธรรม "ปวดตับ" เอาให้มันปวดไปตามๆ กัน ด้วยคำพูดสุดแรง หลุดคำอุทานสารพัด ผู้ชายที่แมนๆ บางคน อาจจะหลุดธาตุแท้ว่าแอ๊บๆ ก็อาจจะโชว์ออกมาได้ อาทิเช่น
"มึงทำงานประสาอะไร ไอ้ห่านจวก!!! งานสั่งแบบนี้ มันต้องได้อย่างนี้ แกดันทำอย่างนั้น จะบ้าเร๊อะไง ไปทำมาใหม่เลยไป๊!!!"
แน่นอน ไอ้คนฟังนี่คงรู้สึกบัดซบ แล้วอยากไปนั่งเล่นเกม "Whack Your Boss" แล้วไปเล่นกับเจ้านายจริงแน่ๆ
แต่ถ้ามีลูกล่อลูกชน อยากด่าเนียน เนี๊ยน เนียน ให้ลูกน้องฟังแล้ว "ซี๊ด" ขึ้นมาบ้าง แต่ไม่ให้ลูกน้องต้องมาหาเรื่องจำคุณ แล้วเอาไปลงกับเกม "Whack Your Boss" ล่ะก็ ลองอ่านประโยคนี้ดู แล้วเทียบกับประโยคข้างบน
"อืม.... อ้าว เสร็จงานแล้วหรอ.. อืม... ตรงนี้น่าจะเอาไปปรับปรุงเพิ่มนะ ลองทำแบบนี้ดูสิ ลองเอาไปแก้ไขดูนะ"
แน่นอน มันไม่มีคำด่าตรงๆ หรอก ไม่มีคำว่าทำงานชุ่ย ไม่มีคำว่าแรงๆ ไม่มีหลุดอุทาน ไม่มี "อีห่าลาก" ไม่มีสัตว์ประจำชาติคู่บ้าน คู่เมือง คู่หน้ารัฐสภา ออกมาเพ่นพ่านเต็มสำนักงาน เต็มๆ คนฟังแล้วรู้สึกว่า "ตายล่ะ นี่เราทำผิดจริงๆ ด้วยสินะเนี่ย" แล้วสุดท้าย เขาก็จะยอมทำโดยดี
เราเรียกมุขนี้ว่า "การลดระดับความรุนแรงของคำ" มันมีผลกับการเชื้อเชิญหรือเกลี้ยกล่อมคน ให้ทำตามสิ่งที่เราต้องการได้ง่ายขึ้น!
--------------------------------------------------------------------------------------------
ต่อมา มุขที่สอง
"คุณอยากไปเมืองนอกไหม?"
(รู้ใช่ไหม ผมแซวอะไร?)
มันจะเป็นมุขยอดนิยมสำหรับเวลาที่พวกคุณเจอกับสมาชิกนักธุรกิจขายตรง หรือไม่เว้นแม้แต่กระทั่ง พนักงานขายประกัน อัตราการพบเจอ ร้อยละ 90%!!!! และส่วนมาก มักจะได้ผลเสียด้วยถ้ามีอะไรเป็นแรงจูงใจ
อาทิเช่น
"ไปดู Wrestle Mania แบบ Ring Side" หรือ "ไปเที่ยวช็อปปิ้งที่ปารีส" หรือ "ไปท่องแดนหิมะอลาสก้า"
(เฮ้ๆ ผมแซวเล่นๆ น่ะ อย่าถือสานะ เหะๆ แต่ยอมรับว่า บางคนถามชวนจนรำคาญได้นะ)
เท่าที่ผมอ่านหนังสือแนวจิตวิทยามา แล้วผสมกับประสบการณ์ต่างๆ ที่ผมเจอบ่อยๆ นั้น
เราจะเรียกว่า "การวางเป้าเพื่อดึงดูดคน" ตัวอย่างนั้น พบเห็นได้ทั่วไป โดยเฉพาะขานักช็อป
อาทิเช่น!
"SALE 50%"
สะเทือนใช่ไหม!
จริงๆ แล้ว อันนี้เป็นอะไรที่เบสิคมากๆ
แต่จะมีความซับซ้อนทำให้พวกคุณต้องแสวงหามากขึ้นด้วยสารพัดวิธี
แต่ถ้าจะใช้วิธีเบสิคเหล่านี้ แต่ดึงดูดคนให้มากๆ บ้านเราพบเห็นเยอะครับและเด่นชัดมากๆ
"ป้ายวัดงานลูกนิมิตรแถวๆ ต่างจังหวัด"
ผมเคยขับรถไปต่างจังหวัด แล้วสังเกตป้ายดูว่า จะมีป้ายเล็กๆ เขียนแค่อักษรหนึ่งตัว พอขับไปอีกสัก 200 เมตร จะพบกับอีกป้ายหนึ่ง ก็อีกหนึ่งอักษร ไปไปเรื่อยๆ มันจะเริ่มจับใจความได้ แล้วสุดท้าย จะไปจบที่ป้ายเบ้อเริ่ม! เขียนว่า.....
"ฝังลูกนิมิตร 9 วัด ร่วมเชิญฝังลูกนิมิตรได้ที่ ......"
หรือคอหนัง จะเจอกับการยั่วน้ำลาย แล้วล่อให้ไปดูกันเยอะๆ อย่างเช่น
"โฆษณา Transformer 2 ของเมืองนอก!!"
(กรุณาค้นใน Youtube เพื่อความชัดเจน)
สังเกตง่ายๆ เขาใช้มุขแบบ Viral Marketing ตรงที่ว่า ทำเป็นคลิป แล้วแพร่ออกในวงกว้างที่สุด และให้เข้าถึงได้ง่ายที่สุด เพื่อยั่วน้ำลาย รูปแบบก็คือ คลิปวิดีโอทางบ้าน แต่ตัดต่อใส่หุ่นพวกนี้ลงไป แล้วให้มันแปรงร่างอยู่ในฉากหลัง แต่ไม่บ่งบอกว่ามาจากไหน!
วิธีเหล่านี้ เป็นวิธีที่ได้ผลวงกว้างจริงๆ เพราะมีจุดสังเกตก็คือ ถ้ายิ่งทำอะไรให้มันดูกำกวม คนจะยิ่งดู หรือสนใจมากขึ้น แล้วจะเกิดการติดตาม แล้วเล่าต่อ! ทำให้เกิดกระแสการไหลเข้าของคนเยอะมาก! ถ้าเป็นพวกสื่อที่ไม่ใช่คน
แต่ถ้าเป็นสื่อที่มาจากตัวบุคคล มันจะเกิดผลตรงข้ามถ้าทำบ่อยๆ อย่างเช่นกรณีเพื่อนผมดังข้างล่างนี่!
เพื่อนผมทำงานอยู่สำนักงานราชการแห่งหนึ่ง ข้างๆ มีตึกสำนักงานใหญ่ของบริษัทประกันชีวิตแห่งหนึ่ง อยู่ติดกันพอดีเสียนี่! แล้วมันช่างบังเอิญตรงที่ว่า เวลาพักเที่ยงดันตรงกัน เพื่อนคนนี้ มักจะเจอหน้าพนักงานขายประกันทุกรอบ! ไปกินก๋วยเตี๋ยว ก็ไปกินร้านเดียวกัน (ดีที่ไม่ได้สั่งเหมือนกัน) แล้วทุกครั้ง เขาก็จะถามคำถามหมัดตรงๆ ด้วยคำว่า
"วันนี้คุณวางแผนเพื่ออนาคตหรือยัง?"
มันช่างเป็นคำที่หนักแน่นจริงๆ และดึงดูดเสียเหลือเกิน
แต่ทว่า.....
ทุกวัน เวลาที่เพื่อนคนนี้พักเบรค เขาจะต้องเจอ "พนักงานคนนั้น" ทุกรอบ!!!
ไปห้องน้ำก็ยังต้องเจอ!! ไปกินข้าวเมื่อไหร่ ก็จะเจอเขาคนนั้น!!! มันช่างหลอกหลอนยิ่งนัก!!!!
และแล้ว เพื่อนคนนั้น ย้ายที่ทำงานไป แล้วมีอยู่วันหนึ่ง เขาคิดว่าจะรอดพ้น "พนักงานคนนั้น" ได้....
เขาอยู่บนป้ายโฆษณาตัวเบ้อเริ่มนี่เอง!!!
รู้สึกว่า มันยังหลอนเพื่อนคนนั้นอยู่ไม่หายเลยนะ
กรณีเจอเคสแบบนี้ ผมมีวิธีรับมือง่ายๆ ถ้าเขาเริ่มพูดวกไปวนมา มันจะทำให้คุณจากสนใจ จะกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อ โดยเฉพาะเวลาที่ฝ่ายอธิบายเขายกตัวอย่างที่แตกต่างกัน แต่เขาไม่เทียบความแตกต่างทันที มัวแต่พูดไปๆ มาๆ ซ้ำซาก ไม่เข้าเรื่อง
มีวิธีง่ายๆ พูดโต้ตอบ โดยเริ่มจากขยับไม้ขยับมือรับมุขส่งต่อ ทำให้เขารู้สึกว่า กำลังคล้อยตามอยู่ด้วย (ตราบเท่าที่ที่เขายังไม่เทียบตัวอย่างให้คุณฟัง ด้วยการพูดเพ้อเจ้อของเขา) แล้วจากนั้น จู่ๆ คุณใช้มุข "ปิดประตูบ้าน" ทันที ด้วยการส่งเรื่องที่อีกฝ่ายไม่มีทางปฏิเสธได้ ปกติผมชอบใช้วิธีนี้มากที่สุด ก็คือ....
"เดี๋ยวนะ มีสายเข้า"
แล้วคุณก็รับสาย แล้วก็คุยไปเรื่อยๆ ยิ่งอะไรที่ขาดๆ ไม่สมบูรณ์ จะทำให้คนยิ่งสนใจมากขึ้น แล้วหลังจากนั้นคุณก็ปฏิเสธไปว่า "เสียดายจัง แต่ตอนนี้ ไม่ว่างคุยเสียแล้ว ต้องไปแล้วล่ะ"
หรือจะยิงมุขนี้ก็ได้เช่นกัน
"ตายจริง ผมติดธุระ เอางี้ คุณไปทางไหนล่ะ
เดี๋ยวพาไปส่งถึงแค่ปากซอยให้นะ"
(อ้อ แนะนำว่าเอาน้ำสักแก้วให้เขาดื่มด้วยนะ)
เพราะคุณจะตบคำทั้งขอปฏิเสธ และยื่นข้อเสนอด้วยมุข "ของฟรี" ให้อีกทบหนึ่ง ซึ่งโดยปกติแล้ว คนเราเวลาได้อะไรมาฟรีๆ จากอีกฝ่าย เขาจะรู้สึกเกรงใจทันที ไม่อยากขัดคอคุณทันที แล้วดูเหมือนเวลาเราได้รับอะไรมาปุ๊บ เราจะต้องตอบสนองตอบแทนคืนให้เท่าที่ทำได้ โดยไม่ขัดขืน หรืออื้ออึง
ตอนนี้ไว้แค่นี้ก่อน เดี๋ยวพรุ่งนี้จะเขียนต่ออีก
(เขียนไปพักนึง โดนงานเข้ามากอง เจริญเอ๊ย!!!!!)

#1 By Ganyarut !! on 2009-10-09 17:35