เกือบหาเรื่องอู้งาน.....
 
คือว่าปกติบล็อคเราเนี่ยออกแนวจะเต็มเอี๊ยดไปด้วยเรื่องไร้สาระแกมกัดกระจุยกระจาย อ๊ะ นึกขึ้นได้ กะว่าจะไปเปลี่ยนใบขับขี่เป็นใบแบบ 5 ปี ก็ลืมเสียสนิทเลย (จ๊ากๆๆ)
 
ทีนี้กลัวคนจะเบื่อเอียนจนเมินหน้าหนีไปเสียสนิท (แค่หัวบล็อคก็ชวนหดหู่แล้วน่า) ก็เลยคิดได้ว่า คราวที่แล้วจะพูดเรื่องหนึ่ง ก็ยังไม่ได้พูดเสียที แต่ว่าครั้งนี้สื่อมันไม่ครบสักเท่าไหร่ เพราะว่า คอมพึ่งฟอร์แม็ตไป แถมไม่ได้ลง Photoshop เอาไว้เลยไม่ได้จัดภาพมาทำให้ดูสวยงาม เดี๋ยวจะแก้ตัวคราวหลัง
 
เอาล่ะ เริ่มหัวเรื่องกันเลยดีกว่า
 
คือว่าช่วงต้นปีผมได้ตัดสินใจว่าจะไปเรียนภาษาญี่ปุ่นกับเขาเสียที ผมไม่ได้เรียนไปเพราะว่าตามเพื่อนๆหรอก แต่เพราะว่าผมตั้งเป้าแล้วได้บอกกับทางบ้านแล้วว่าผมต้องการไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น (โดยเฉพาะสายงานด้านผลิตมังกะและอนิเม ซึ่งมีสถาบันที่ผมเล็งอยู่ที่เมืองโยโกฮามา) ผมเลยนั่งค้นคว้าหาข้อมูลสถาที่เรียนในเมืองไทยว่ามีที่ไหนน่าสนใจและแน่นปึ๊กๆ ยิ่งเป็นพวกให้หนังสือแบบมาตรฐานจากญี่ปุ่นเลยดีมากๆ
 
สุดท้ายผมก็ไปลงที่
"โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นในเครือสมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่น ในพระบรมราชูปถัมภ์" หรือ "ส.น.ญ." นั่นเองครับ
(ผมไปเรียนสาขาสีลมมา เพราะว่าใกล้บ้านผมดี และเดินทางสะดวกกว่าสาขาปิ่นเกล้า)
 
ก่อนอื่นเลยว่าเดี๋ยวจะมีคำถามต่างๆนาๆว่าทำไมต้องที่โน่น ที่นี่ ที่นั่นและที่ไหน
 
อยากจะตอบล่วงหน้าสั้นๆว่า...
 
ที่ไหนสะดวกต่อการเดินทาง ก็เลือกที่ใกล้ๆน่ะล่ะครับผม เพราะตำราก็ไม่ได้ต่างอะไรกัน ซ้ำตำราเล่มเดียวกันหลักสูตรการสอนอาจจะเหมือนๆกันเลยก็ได้ เพราะยังไงเวลาสอบวัดระดับภาษาปลายปีที่ต้องวัดกับระดับทั่วโลกนั้น ข้อสอบเดียวกันน่ะล่ะครับผม ไม่ต่างกับไปเรียนเอา TOFLE แต่อย่างใดครับ
 
ทีนี้หลายคนที่อยู่ในบล็อค ทั้งรู้จักและไม่รู้จัก รวมกระทั่งแฟนสาวของผมเองนั้น เขาเรียนสายศิลป์-ภาษาญี่ปุ่น ตอนม.ปลาย (ตรงข้ามกับผมที่เป็น ศิลป์-ภาษาเยอรมัน ตอนสมัยม.ปลาย) ก็ไม่ได้ต่างอะไรกันเลย... อาจจะต่างกันแค่ตำราที่ใช้เรียนก็จะใช้เป็น みんなの日本語 (อ่านว่า "มินนะ โนะ นิฮงโกะ") เป็นเสียส่วนใหญ่ ซึ่งอาจารย์ที่สอนผมเขาก็บอกว่า มันก็เป็นหนังสือที่ดีเหมือนกัน เหมาะกับเด็กที่มีชั่วโมงหรือคาบเรียนบ่อยๆ แต่อย่ายึดติดตำราหรือหนังสืออ่านเล่มเดียว เดี๋ยวจะพาลให้ขี้เกียจได้
(เจอมากับตัวตอนสมัยเรียนภาษาเยอรมันและตอนสมัยอยู่มหาลัย)
 
เอาล่ะ เกริ่นไปเล็กน้อย เรามาเริ่มอะไรหนักหัวพาให้สิ้นหวังกัน อะเจ๊ย ไม่ใช่ พาให้สรรค์สร้างสมอง
 
เว็บบล็อคที่ผมอ่านบ่อยๆเรื่องภาษาญี่ปุ่น (อย่างเป็นเรื่องเป็นราว) ก็จะเป็นบล็อคของคนนี้ gin no ishi - sora no hime นี่ล่ะครับ (ขออวยพรให้สอบได้ระดับ 2 ไวๆนะคร้าบ) และก็มีบ้างประปรายที่ว่าเป็นบล็อคของคนที่ได้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นมั่งเอย (เท่าที่ค้นไหงไม่มีใครได้เรียนต่อแถวๆคานากาวะเลยง่ะ....มีแต่ไปเที่ยว)
 
เอาล่ะ เรามาเริ่มรู้จักอะไรบางอย่าง ผมยังจำตั้งแต่ชั่วโมงแรกที่เรียนกับอาจารย์ได้ว่า คำอ่านที่เขียนออกมาของภาษาญี่ปุ่นจะมีสองเสียง นั่นคือ "คุงโยมิ 訓読み" กับ "องโยมิ 音読み"
 
ถามว่า สองแบบนั้น ต่างกันยังไง (ฟระ) ผมก็งงแทบตาแตกว่ามันคืออะไรล่ะนั่น....
 
เอาง่ายๆ คุงโยมิ ก็คืออ่านแบบเสียงญี่ปุ่น อันนี้บล็อคที่ผมลิ้งค์เขาก็มีบอกครับจะเห็นได้กับอักษรคันจิ (อักษรจีนที่ญี่ปุ่นใช้) ผสมกับอักษร ฮิรางานะ (อักษรญี่ปุ่นแท้)
 
อย่างเช่น "魚" (ปลา อ่านว่า ซาคานะ)
กับ "人面魚" (ปลาคาร์พ อ่านว่า "จินเม็งเงียว" แปลตรงๆก็คือ ปลาหน้าคน)
 
ลมแทบจับ!!!!
 
คือเท่าที่อาจารย์บอกผมก็คือว่า คำว่า "ซาคานะ" มันเป็นคำอ่านแบบ คุงโยมิ แต่พออ่านเป็นคำว่า "เงียว" มันคือคำอ่านแบบ องโยมิ ซึ่งสรุปได้ก็คือ เสียงเหมือนๆเสียงอ่านของจีนไม่ก็เสียงเลียนธรรมชาติ (พูดไปผมก็ไม่เข้าใจอยู่ดีง่ะอาจารย์)
 
หรืออีกคำง่ายๆ (น่าจะเจอในเกมหุ่นอย่าง Super Robot Taisen)
 
อย่างเช่นคำว่า 力 (พลัง หรือ กำลัง อ่านว่าจิคาระ)
กับ 馬力 (แรงกำลัง อ่านว่า บาริกิ <--- อันนี้ผมฟังจากอนิเมเลยจำได้)
 
เขียนเหมือนกัน! ความหมาย(ส่วนมาก)ก็เหมือน แต่อ่านไม่เหมือน (ฮ่วย!)
 
อ้อ ยังจำ Death Note ได้ไหมเอ่ย? ผมกำลังจะพูดอีกหนึ่งตัวก็คือคำว่า
"神" อ่านว่า คามิ แปลว่า พระเจ้า ไม่ใช่แผ่นกระดาษนะ เพราะเขียนคนละตัวกัน แต่อ่านเหมือนกัน
แต่ทว่า..... กลับกันมันอ่านได้ว่า "ชิน" เหมือนกันครับผม (พรืดดดด...พึ่งรู้เหมือนกันเนี่ย)
 
ฉะนั้น สรุปได้ว่า คำศัพท์ในภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาที่ใช้คำศัพท์ตามบริบทการสนทนา (อย่างมาก!) ซึ่งตรงกันข้ามกับภาษาไทยและภาษาอื่นๆอย่างทางฝั่งยุโรปเช่นภาษาอังกฤษหรือเยอรมันอย่างเกือบสิ้นเชิง
 
เวลาอ่านมังกะ (การ์ตูนเล่ม) ส่วนที่เราเห็นว่า เขาเขียนคันจิแล้วมีอักษรเล็กๆกำกับนั่นมันคืออะไร มันคือ "ฟุริงานะ" มันก็คือคำสะกดที่เขียนด้วยอักษรฮิรางานะ คิดง่ายๆว่า เหมือนบ้านเราเจอศัพท์สันสกฤต แล้วเราอ่านไม่ออกจะมีคำสะกดให้เราอ่าน (อันนี้ไม่พบเจอเท่าไหร่เพราะบ้านเรามีวิธีอ่านสันสกฤตอย่างสบายบรื๋อเลยทีเดียว)
 
ฉะนั้น หากเราจะเริ่มเรียนภาษาชาวบ้านชาวช่องเขาเราต้องรู้จักอักษรของเขาก่อน แต่ทีนี้ของญี่ปุ่นจะต่างกันก็คือ มีอักษรเอาไว้สร้างคำพูดถึงสองหมวด! ซึ่ง ผมแนะนำว่าดูในบล็อคนี้เลยจะดีกว่าครับ เอ็นทรีหมวดอักษรทั้งฮิรางานะและคาตากานะ (ไม่ได้อู้งาน แต่บังเอิญว่า เดี๋ยวว่างๆจะแสกนจากหนังสือ+วิธีเขียนแถมไปกับลายมือสุดชุ่ยของกระผมนาบมาอีกทีหนึ่ง เพราะตอนนี้ไม่ได้ลง Photoshop เพื่อจัดการกับภาพแสกน)
 
สรุปหมวดอักษรทั้งสองนี้ก็คือว่า เหมือนภาษาไทยบ้านเราที่ว่าเราจะจำแนกคำแท้ และคำที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศ (ของบ้านเราก็มี แต่แยกออกมาเป็นคำๆ ใครที่ลืมก็กรุณาระวังครูภาษาไทยเอาหนังสือมาแพ่นกบาลเอานา)
 
ทีนี้ เท่าที่สังเกตุ (และโดนอาจารย์เน้นนักหนา) เวลาออกเสียง ระหว่างคำว่า す กับ つ (su กับ tsu) จะออกเสียงให้แตกต่างยากชะมัด คือไปเน้นเสียงก็ไม่ได้ไม่งั้นจะเป็น ず (เสียงจะเป็น zu) คิดง่ายๆ ตัว す ออกไปเป็น "สึ" แบบปล่อยไปเลย (ฮา) แต่พอเจ้าตัว つ ออกแบบว่าเหมือนติด "ท" ไปหน่อยนึงจะเป็น "ทสึ" (แต่ก็ยังเสียงออกยากอยู่ดี)
 
แต่จะมีบางอักษรที่ออกเสียงเหมือนสุดๆระหว่าง ち กับ じ (chi กับ ji) ออกเสียง "จิ" ทั้งคู่ แต่เขียนไม่เหมือนกัน อันนี้เหมือนบ้านเราตรงที่ "ซ" กับ "ทร" ซึ่งออกเสียง "ซ" ทั้งคู่เลย (ฮ่าๆ)
 
ยกตัวอย่างง่ายๆคำว่า
 
じんじゃ -> 神社 ศาลเจ้า (อ่านว่า จินจา)
おちゃ -> お茶 ชาญี่ปุ่น....ก็ชาเขียวล่ะมัง (อ่านว่า โอจะ)
 
ป.ล. คำว่าน้ำชาทั่วๆไปแบบที่บ้านเรากินหรือชาจีนเอย ชาฝรั่งเอย และสารพัดสาเพของน้ำชาเนี่ย
จะเรียกว่า "โควจะ" 紅茶 (ผิดถูกบอกด้วย) เพราะมันคือคำว่า "ชาแดง" (แต่ไม่แรงสามเท่า ฮิ้ววววว)
 
หรือคำว่า
ともだち เพื่อนๆ (อ่านว่า โทโมะดะจิ ตัวคันจิผมไม่รู้ว่าตัวไหนก็เลยเว้นไว้)
がいごくじん -> 外国人 คนต่างชาติ (อ่านว่า ไกโกคุจิน)
 
แต่ทว่า คำไหนที่อ่านรวบไปได้ เขาก็อ่านรวบไปเลยจริงๆ (อันนี้อาจารย์ก็ย้ำนักย้ำหนาอีกหนึ่งดอกใส่ผม....)
อย่างเช่นคำว่า "すいか" (แตงโม) จะไม่อ่านว่า "สึอิกะ" แต่อ่านว่า "ซุยกะ"
หรือคำว่า すいそくかん (พิพิธภันท์สัตว์น้ำ) จะไม่อ่านว่า "ซุยโซคุคัง" แบบโต้งๆ แต่คนญี่ปุ่นจะพูดว่า "ซุยโซคกัง"
หรือโดยเฉพาะ ทุนการศึกษา มันจะเป็นคำว่า "しょうがくぎん" เขาก็ไม่อ่านตัว "โชวกะคึกิง" แต่อ่านไปว่า "โชวกัคกิง" (เขาบอกว่า ถ้ามีตัว "คึ" ตรงกลางคำให้กลืนเสียงมันไปให้เหมือนมี "ค" สะกดหน่อยๆ)
 
ทีนี้ ถ้าใครอ่านชาร์ทของลิ้งค์เอ็นทรี่ที่ผมให้ไป จะเจอพวกคำผสม เอาง่ายๆ ถ้าเจอตัวอักขระผสม ก็ให้อ่านยืนพื้นเสียงหลักของแต่ละตัว แต่ออกเสียงให้เร็วๆอย่าง "きゃ" ก็อ่านเหมือน คิ+ยะ แต่ออกเร็วๆจะเป็น "คยา"
(ตัวที่ทำให้รวบเสียง จะเขียนตัวเล็กกว่าตัวหลักเสมอ และเวลาเขียนอักษรแนวตั้ง ให้เอาอักษรตัวเล็กชิดขวา)
 
อย่างเมื่อวันเสาร์อาจารย์ก็เทสต์เล่นๆให้ลองฟังคำพูดแล้วเขียนตามซึ่งเจออยู่สองคำนี้
びよういん กับ びょういん สองคำนี้ เสียงคล้ายกันอย่างไม่น่าเชื่อ แต่ฟังดีๆจะรู้ว่าต่าง
 
คำว่า びよういん จะอ่านว่า "บิโยวอิง" แปลว่าร้านเสริมสวย
แต่คำว่า びょういん อ่านว่า "เบียวอิง" แปลว่าโรงพยาบาล (หยึย)
 
และแน่นอนว่า.... ผิดกันบานเบอะ ก็หลายคนเลยทีเดียว ยกเว้นผมและอีกไม่กี่คนที่เขียนถูกเพราะฟังตัวท้ายว่าเอ๊ะทำไมมันเสียงรวบรัดกว่า ฉะนั้น เวลาฟังจากบทสนทนาหรือจากอนิเม หรือไม่ก็ฟังจากดราม่านั้น จะพิลึกๆพอดูเลยทีเดียวถ้าเรายึดติดกับวิธีอ่านแบบสะกดทีละพยางค์
 
เดี๋ยวเอ็นทรีหน้าจะแสกนจากหนังสือ かな入門 ที่เกือบจะจบแล้ว
(ที่ยังไม่จบเพราะว่าอาจารย์ข้ามหมวดอักษรคาตากานะ แล้วมาดูไวยากรณ์แบบรูปบอกเล่าก่อน จะครบหมวดอักษรคาตากานะก็อาทิตย์นี้พอดี) มาให้ดูกันว่า เขามีวิธีเขียนแต่ละตัวอักษรอย่างไร แถมได้ดูว่าไอ้ที่เราเขียนมันสวยหรือชุ่ย (ผมว่าผมเขียนอักษรชุ่ยเลยนะ)
 
ก่อนทิ้งท้าย.... 日本語はやさしいですよ!!!! それではがんばてくれよ!
(ภาษาญี่ปุ่นมันง่ายนา.... ฉะนั้น พยายามเข้ากันเต๊อะ!!!)
 
(ง่ายตรงไหนฟร๊ะ..... /me ล้มโต๊ะ!!!)

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

ขอบคุณสำหรับความรู้ภาษาญี่ปุ่นนะคะ big smile

ชีวิตนี้ต้องไม่สิ้นหวังแบบอาจารย์ข้างบน 55

#1 By ยูเอะ (61.91.188.12) on 2008-02-12 23:17

555 นึกถึงตอนเรียน Nihongo Yoroshiku...

ขอบคุณสำหรับความรู้ครับผม
ขอให้ประสบความสำเร็จในเป้าหมายที่ตั้งไว้นะครับ

ผมไม่ได้อ่านแค่เดือนเดียว ที่อ่านไว้นี่ลืมเกือบหมดแน่ะ

#3 By midori-tea on 2008-02-13 16:29

ที่ผมเป็นห่วงที่สุด ก็คงตัวอักษรหมวด ค. และ ก.
ที่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็น ก. และ ง. ไปซะแล้ว

ปกติผมจะเรียกว่าโรค ก.ไก่ เกิดจากการที่เรียน Eng มากันจนเคยตัว เลยเห็นตัว K เป็น ก.ไก่ ไปซะทุกคำ

ผมเคยถามคนคนนึง เค้าบอกว่า ถ้ามันเป็นพยางค์แรกจะเป็น ค. แต่ถ้าอยู่พยางค์ที่สองเป็นต้นไป จะใช้ ก.
เช่น ชิซึกะ เรย์โกะ คานาโกะ
ผมก็เลยยิงไปว่า และเกียวโต ล่ะ?...
...แน่นอนครับว่า เค้าไม่มีทางตอบได้ เพราะเหตุผลที่เค้ายกมานั้น มันไม่มีจริง
คนญี่ปุ่นออกเสียงเร็วจนเราฟังคลาดเคลื่อน มันก็เท่านั้นเอง
ส่วนคำว่าเกียวโตนั้น มันก็ไม่ต่างจากคำทับศัพท์ ซึ่งใช้กันมานมนาน ประมาณว่าเกรงใจอาจารย์ เลยเรียกอย่างนั้นมาตลอด

โรคในภาษาญี่ปุ่นมีมากมาย อย่างเช่น ち ก็เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ
ถ้าของไทยที่ใกล้เคียงที่สุดคือ ฉิ แต่มันออกเสียงยากคนเลยไม่ใช้กัน
พวกสื่อก็จะใช้เป็นชิ เช่น ฮิตาชิ ชิบิดราก้อน
การ์ตูนแปลออกมาว่า อิทาจิ โอโรจิ
อะไรประมาณนั้น

ผมคิดว่าคนญี่ปุ่นเค้าคงมองว่าเราเป็นชาวต่างชาติ เลยไม่ได้ใส่ใจ แถมชมอีกตะหากว่าเราพูดดี
แต่เราคนไทยก็ไม่เคยติติงพวกต่างชาติเหมือนกัน ว่าสำนวนไทยแย่ และบางกอกไม่ใช่แบงคอค

ผมก็ได้แต่ทน และเฝ้าดูต่อไป... ช่างน่าเศร้าโดยแท้

ปล.หลายปีมานี่ ผมไม่ซื้อการ์ตูนลิขสิทธิ์หลายเรื่อง เพราะชื่อที่รับไม่ได้สุดๆ อย่างเช่น ฮินะงิกุ หรือ โบกุราโนะ เป็นต้น

#4 By เซเบอร์คุง on 2008-02-27 17:38